โรคเบาหวาน รู้สาเหตุ ทางรักษา ไม่อันตรายอย่างที่คิด
- โรคเบาหวาน
รู้สาเหตุ ทางรักษา ไม่อันตรายอย่างที่คิด
โรคเบาหวาน รู้สาเหตุ ทางรักษา ไม่อันตรายอย่างที่คิด
โรคเบาหวาน เป็นโรคที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม
แล้วแต่ก็ยังมีพฤติกรรมเสี่ยงที่จะทำให้เกิดโรคเบาหวานได้อีกเช่น อ้วนเกินไปมีน้ำหนักเกิน
ไม่ออกกำลังกาย หรือจะเป็นคนที่มีไขมันในเลือดสูง
ซึ่งกลุ่มคนเหล่านี้ก็สุ่มเสี่ยงในการเป็นโรคเบาหวานเช่นกัน
แต่ก็น่าแปลกใจไม่น้อยว่าถึงแม้ทุกคนจะรู้ว่าโรคเบาหวานเป็นโรคที่น่ากลัว
และมีผลแทรกซ้อนมากมาย
แต่จนถึงปัจจุบันสถิตการพบผู้ป่วยโรคเบาหวานในประเทศไทยไม่ได้น้อยลงแต่อย่างใด
วันนี้ HonestDocs จึงนำท่านมาทำความรู้จักกับโรคเบาหวานในเบื้องต้นกัน
เบาหวานมีมากกว่า 1 ชนิด
เบาหวาน เกิดจากความผิดปกติของร่างกายที่ผลิตฮอร์โมนอินซูลินไม่เพียงพอ
จึงส่งผลให้ระดับน้ำตาลในกระแสเลือดสูงเกินไป
โดยโรคเบาหวานจะมีอาการเกิดขึ้นมาจากการที่ร่างกายไม่สามารถใช้น้ำตาลได้อย่างเหมาะสมนั่นเอง
ซึ่งปกติน้ำตาลจะเข้าสู่เซลล์ร่างกายเพื่อนำไปใช้เป็นพลังงานภายใต้การควบคุมของฮอร์โมนอินซูลิน
แต่ผู้ที่เป็นโรคเบาหวานร่างกายจะไม่สามารถนำน้ำตาลไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ผลที่เกิดขึ้นจึงทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น
ในระยะยาวจึงอาจมีผลในการทำลายหลอดเลือด และหากไม่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม
ก็อาจนำไปสู่สภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงได้
ซึ่งหากจะเปรียบเทียบโรคเบาหวานแบบง่ายๆ
ก็คือร่างกายเราเหมือนระบบปั๊มน้ำ และน้ำก็คือเลือด
โดยปกติแล้วปั๊มน้ำก็จะทำงานอย่างปกติ แต่หากมีการทำให้น้ำในระบบเกิดความข้นขึ้น
ซึ่งก็คือการเติมน้ำตาลลงไปในน้ำจะทำให้น้ำในระบบมีความหนืดขึ้น ปั๊มหรือหัวใจ
ก็จะต้องทำงานหนักขึ้น และท่อน้ำหรือหลอดเลือดก็ต้องรับแรงดันที่มากขึ้น
จึงทำให้คนที่เป็นโรคเบาหวานมีโอกาสเกิดโรคแทรกซ้อนกับอวัยวะต่างๆ เพิ่มขึ้นได้
โรคเบาหวานประเภทที่
1
เป็นโรคเบาหวานที่มีสาเหตุมาจาก
ความบกพร่องของร่างกายเอง ซึ่งทำให้ตับอ่อนของเราขาดภูมิคุ้มกัน
และเมื่อตับอ่อนถูกทำลาย กระบวนการสร้างอินซูลินในธรรมชาติก็จะถูกทำลายไปด้วย
ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 1 จึงต้องฉีดอินซูลิน
เพื่อไปควบคุมน้ำตาลในเลือดระยะยาว
โรคเบาหวานประเภทที่
2
เป็นเบาหวาน ที่จะพบเห็นกันเป็นส่วนใหญ่
ซึ่งสาเหตุที่แท้จริงยังไม่ทราบชัดเจน แต่ก็มีส่วนเกี่ยวกับ พันธุกรรม
น้ำหนักตัวมาก และขาดการออกกำลังกาย มีลูกมาก
อีกทั้งวัยที่เพิ่มขึ้น โดยเซลล์ของผู้ป่วยยังมีการสร้างอินซูลินแต่จะทำงานไม่เป็นปกติ
เนื่องมาจากมีภาวะดื้อต่ออินซูลิน จึงทำให้เซลล์ที่สร้างอินซูลินค่อยๆถูกทำลายไป
และบางคนเริ่มมีภาวะแทรกซ้อนโดยไม่รู้ตัว การรักษาอาจใช้ยาในการรับประทาน
และบางรายต้องใช้อินซูลินชนิดฉีด เพื่อที่จะควบคุมน้ำตาลในเลือด
สัญญาณของโรคเบาหวาน
การที่เราเป็นโรคเบาหวานนั้น
หลายคนอาจจะมองว่าจำเป็นต้องมีการตรวจเลือดอย่างเดียวจึงจะรู้ แต่ความจริงคือก่อนการตรวจเจอเบาหวาน
มักจะมีอาการของโรคอยู่แล้ว ยกตัวอย่างเช่น เหนื่อย เพลีย เป็นแผลเรื้อรัง
ปัสสาวะบ่อย โดยเฉพาะตอนกลางคืน หลังเที่ยงคืนลงไป
ที่จะมีการตื่นมาปัสสาวะบ่อยครั้งเป็นต้น ซึ่งอาการเหล่านี้หากเราสังเกตตัวเอง
จะทำให้ทราบได้เร็วมากขึ้น และหาหมอเพื่อเข้ารับการรักษาได้อย่างทันท่วงที
อาการหลักของโรคเบาหวาน
- ปัสสาวะบ่อยขึ้น
หิวน้ำมากขึ้น หากเริ่มมีอาการปัสสาวะบ่อยขึ้น
และหิวน้ำมากขึ้น โดยเฉพาะตอนกลางคืน จะกระหายน้ำมากกว่าเดิม
นี้เป็นสัญญาณของโรคเบาหวาน เพราะร่างกายต้องการขับน้ำตาลที่มีอยู่สูงในเลือด
ออกมาทางปัสสาวะ
- น้ำหนักลด น้ำหนักที่ลดผิดปกติ
อาจเป็นสัญญาณเตือนของโรคบางชนิดก็ได้ โดยเฉพาะเบาหวาน การมีน้ำตาลในเลือดสูง
จะทำให้น้ำหนักลดลงอย่างเร็วมาก ประมาณ 5-10 กิโลภายใน 2-3 เดือน
- บาดแผลหายช้า หากมีแผลที่บริเวณผิวหนัง เช่น
มีดบาด การติดเชื้อ หรือรอยฟกช้ำ และแผลหายช้ามาก
นั้นเป็นสัญญาณบ่งบอกให้รู้แล้วว่า คุณเป็นเบาหวานแล้ว
เพราะระดับน้ำตาลในเลือดที่สูงของผู้ป่วยเบาหวาน
จะไปขัดขวางการทำงานของหลอดเลือด
- หิวบ่อย
กินจุบจิบ ถ้าเกิดหิวบ่อยและกินจุบจิบขึ้นมาโดยไม่ทราบสาเหตุ
คุณอาจเป็นเบาหวานแล้วก็ได้ เพราะเมื่อระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ
จะทำให้ร่างกายต้องการอาหาร เพื่อเพิ่มระดับน้ำตาลในเลือด
จึงส่งสัญญาณเป็นความหิวนั้นเอง
- อ่อนเพลีย อารมณ์ไม่คงที่ อาการอ่อนเพลีย และอารมณ์ฉุนเฉียว
เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับผู้ป่วยเบาหวาน เมื่อมีระดับน้ำตาลในเลือดสูง
เนื่องจากระดับน้ำตาลในเลือดส่งผลต่อการทำงานทุกระบบ
และมีส่วนเกี่ยวข้องกับอารมณ์ด้วย
สัญญาณอันตรายอื่นๆ
- มีอาการอ่อนเพลียง่าย ทั้งๆ
ที่พักผ่อนเพียงพอ และไม่ได้เจ็บป่วย
- น้ำหนักลดลงอย่างไม่ทราบสาเหตุ
- ปัสสาวะบ่อยจนผิดปกติ
- หิวน้ำมากกว่าปกติ
- มีอาการตาพร่ามัวลงอย่างไม่ทราบสาเหตุ
- ปวดขา หรือปวดเข่า
- ผิวหนังแห้ง มีอาการคัน
อาจจะคันตามตัว หรือคันบริเวณปากช่องคลอด
- เป็นฝีตามตัวได้บ่อยๆ
- มีอารมณ์แปรปรวน โมโหง่าย
- แผลมักหายช้า ไม่แห้งสนิท
หรือไม่ขึ้นสะเก็ดเสียที
เบาหวาน โรคยอดฮิตที่มักเกิดขึ้นได้กับทุกคน
ทุกเพศ ทุกวัย โดยเฉพาะวัยสูงอายุและคนที่มีน้ำหนักเกินมาตรฐาน ซึ่งโรคเบาหวานนั้น เมื่อเป็นแล้วผู้ป่วยจะไม่มีทางรักษาให้หายขาดได้
นอกจากปฏิบัติตามวิธีการดูแลสุขภาพอย่างถูกต้อง
เพื่อประคองอาการของโรคไม่ให้ทวีความรุนแรงนั่นเอง อย่างไรก็ตาม
แม้โรคนี้จะดูเหมือนไม่โรคร้ายแรงมากนักเมื่อเทียบกับมะเร็ง
หากแต่โรคเบาหวานก็ยังถือเป็นอีกโรคที่เสี่ยงต่อการเสียชีวิตจากโรคแทรกซ้อนได้สูง
ดังนั้น เราจึงควรทำความเข้าใจเกี่ยวกับโรคเบาหวาน ไม่ว่าจะเป็นอาการของโรค
การป้องกัน และการดูแลตนเองให้ห่างไกลจากโรคเพื่อสุขภาพที่ดีปราศจากโรคเบาหวานนั่นเอง
อินซูลินคืออะไร
อินซูลิน คือฮอร์โมนที่สร้างขึ้นโดยกลุ่มเซลล์ภายในตับอ่อน
จะมีหน้าที่ในการนำน้ำตาลในเลือดไปสู่เนื้อเยื่อต่างๆทั่วร่างกายเพื่อที่จะใช้ในการสร้างพลังงานและสร้างเซลล์ต่างๆ
ซึ่งปรกติแล้วเมื่อมีน้ำตาลเข้าสู่กระแสเลือดตับอ่อนก็จะถูกกระตุ้นให้หลั่ง
อินซูลิน ตัวอินซูลินก็จะเข้าไปจับน้ำตาลเพื่อนำไปเลี้ยงส่วนต่างๆของร่างกาย
แต่คนที่เป็นโรคเบาหวาน ร่างกายมี อินซูลิน
ไม่เพียงพอก็จะทำให้มีน้ำตาลในเลือดสูงขึ้นนั่นเอง
สาเหตุของโรคเบาหวาน
เบาหวานเกิดขึ้นจากหลายสาเหตุด้วยกัน
ซึ่งสาเหตุหลักๆ ก็คือการรับประทานน้ำตาลและไขมันในปริมาณที่มากเกินไป
ส่งผลให้อินซูลินเกิดความผิดปกติ และนำมาซึ่งอาการป่วยเบาหวานได้ นอกจากนี้
โรคเบาหวานก็ยังมีสาเหตุมาจากสิ่งเหล่านี้อีกด้วย
1. กรรมพันธุ์
สำหรับผู้ที่มีพ่อแม่
ญาติพี่น้อง เป็นเบาหวานมาก่อน ก็อาจจะเสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวานได้เช่นเดียวกัน
แต่นั่นก็เป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น เพราะหากรู้จักดูแลตนเองให้ดี และควบคุมอาหาร
โดยหลีกเลี่ยงการรับประทานของหวาน ของมัน คุณก็จะปลอดภัยจากโรคเบาหวานได้มากขึ้น
นอกเสียจากว่าจะเป็นโรคเบาหวานมาอยู่แล้วโดยกำเนิด
2. ความอ้วน
ร้อยละ 80 ของคนที่เป็นโรคอ้วนส่วนใหญ่มักมีความเสี่ยงต่อโรคเบาหวานค่อนข้างสูง
เนื่องจากไขมันส่วนเกินจะทำให้เกิดภาวะดื้ออินซูลิน
ประสิทธิภาพในการจัดการกับน้ำตาลและไขมันต่ำลง
และเป็นผลให้เกิดโรคเบาหวานได้ในที่สุด
3. ความผิดปกติของตับอ่อน
เนื่องจากตับอ่อนจะทำหน้าที่ในการผลิตอินซูลิน
ดังนั้นหากตับอ่อนมีการเสื่อมสภาพหรือเกิดความผิดปกติก็ย่อมส่งผลต่อการเกิดโรคเบาหวานได้ด้วย
นอกจากนี้
ในคนที่ดื่มเหล้าหรือรับประทานยาที่มีผลต่อตับอ่อนก็จะมีความเสี่ยงต่อการเกิดเบาหวานได้สูงอย่างมากทีเดียว
4. อาหารการกิน
เนื่องจากปัจจุบันนั้น
วิธีการทานอาหารที่เปลี่ยนไป โดยพฤติกรรมการทานอาหารที่ไม่มีประโยชน์
ซึ่งเต็มไปด้วยแป้งและไขมัน อีกทั้งรวมไปถึงเครื่องดื่มแต่ละชนิด
ที่มีน้ำตาลมากเกินกว่าที่ร่างกายจะสามารถขจัดให้หมดไปจากร่างกายได้ใน 1 วัน
5. การออกกำลังน้อย
ผู้คนในยุคนี้มีการขยับตัวกันน้อยจนเกินไป
จนร่างกายมีประสิทธิภาพในการขจัดน้ำตาลได้น้อย
เนื่องจากมีกิจกรรมทางกายน้อยจนเกินไป จึงทำให้น้ำตาลถูกสะสมในเลือดได้ง่าย
อาการของโรคเบาหวาน
โรคเบาหวาน
ส่วนใหญ่แล้วหากไม่สังเกตให้ดีจะไม่รู้เลยว่าตนเองกำลังเป็นโรคเบาหวานอยู่
ซึ่งเมื่อมารู้อีกที อาการก็เริ่มรุนแรงจนยากจะรักษาให้ดีขึ้นได้ในเวลารวดเร็ว
ดังนั้นจึงควรศึกษาเกี่ยวกับอาการของโรคเบาหวานและหมั่นสังเกตตัวเองบ่อยๆ
ว่ามีภาวะเสี่ยงหรือไม่ โดยสามารถสังเกตได้จากอาการดังต่อไปนี้
1. ปัสสาวะบ่อยกว่าปกติ
อาการเริ่มแรกของโรคเบาหวาน
ผู้ป่วยจะเริ่มมีอาการปวดปัสสาวะบ่อยอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน โดยเฉพาะช่วงกลางคืน
แต่ทั้งนี้ อาการปวดปัสสาวะบ่อยนั้นอาจเกิดจากหลายสาเหตุ จึงแนะนำให้สังเกตดูว่าหลังจากปัสสาวะทิ้งไว้
มีมดมาตอมหรือไม่ ถ้ามีควรรีบพบแพทย์โดยด่วน
2. กระหายน้ำบ่อยๆ
เมื่อเป็นเบาหวาน
ร่างกายจะต้องการน้ำมากกว่าปกติ ผู้ป่วยจึงมักมีอาการกระหายน้ำบ่อยๆ
และมักจะดื่มน้ำครั้งละมากๆ ซึ่งนี่ก็เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ปัสสาวะบ่อยด้วยนั่นเอง
3. เหนื่อยและอ่อนเพลียง่าย
ผู้ป่วยจะมีอาการเหนื่อย
อ่อนเพลีย และอาจมีอาการเบื่ออาหารร่วมด้วย นอกจากนี้ ยังอาจมีอาการข้างเคียงต่างๆ
ตามมาเช่น ตาพร่ามัว ชาตามมือตามเท้าและเสี่ยงต่ออาการแทรกซ้อนสูงมาก
4. แผลหายช้า
หลายคนรู้ดีอยู่แล้วว่าผู้ที่เป็นเบาหวาน
เมื่อมีแผล แผลย่อมหายช้ากว่าปกติ อีกทั้งยังอาจลุกลามหนักขึ้น จากแผลเล็กๆ
จะกลายเป็นแผลที่มีขนาดใหญ่และยังเสี่ยงต่อโรคแทรกซ้อนหรือเกิดการติดเชื้อได้ง่ายขึ้นด้วย
เบาหวานขึ้นตา
สาเหตุของเบาหวานขึ้นตาคือการเกิดความปิดปกติ
ของหลอดเลือดในดวงตาโป่งพอง จึงทำให้เกิดเลือด
และน้ำเหลืองซึมออกมาจากหลอดเลือดบริเวณนั้น
หากไม่ทำการรักษาจะทำให้จอตาขาดเลือดไปเลี้ยง
เนื่องจากปริมาณน้ำเหลองและเลือดที่ซึมออกมามากเกินไป ปล่อยไว้นานๆ
อาจทำให้เซลล์รับรู้ในจอตาพังทลายลดลง ส่งผลให้มองเห็นได้ไม่ชัด
โรคจอตาเสื่อม มักเกิดในผู้ป่วยที่เป็นเบาหวานเรื้อรัง
โดยการป้องกันคือการควบคุมการบริโภคน้ำตาลอย่างเคร่งครัด และปรึกษาแพทย์เพื่อรักษาเป็นระยะๆ
การคุมอาหาร การออกกำลังกายอย่างเหมาะสม
สามารถช่วยป้องกันและบรรเทาอาการของโรคนี้ได้
วิธีป้องกันโรคเบาหวาน
การป้องกันตนเองไม่ให้เป็นโรคเบาหวานนั้น
ไม่ใช่เรื่องยาก
แค่เริ่มจากการป้องกันที่ต้นเหตุก็สามารถลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเบาหวานได้มากขึ้นแล้ว
สำหรับวิธีการป้องกัน คุณสามารถปฏิบัติตามได้ง่ายๆ ดังนี้
1. ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
หากไม่อยากให้โรคเบาหวานถามหาก็ควรหมั่นออกกำลังกายประจำ
และควรออกกำลังกายอย่างต่อเนื่องให้ได้อย่างน้อยครั้งละ 30 นาที
สัปดาห์ละ 3-4 ครั้ง ทั้งนี้ก็เพื่อให้แป้งและน้ำตาลที่สะสมอยู่ในกล้ามเนื้อ
ถูกดึงออกไปใช้เป็นพลังงาน
ซึ่งก็จะทำให้ระดับแป้งและน้ำตาลลดลงตามความเหมาะสมไปด้วย
2. ควบคุมน้ำหนักให้คงที่
สำหรับคนที่มีหุ่นดีอยู่แล้วก็ควรควบคุมน้ำหนักให้คงที่ต่อไป
โดยพยายามอย่าให้น้ำหนักเกินเกณฑ์หรือหากใครที่เป็นโรคอ้วนก็ควรรีบลดน้ำหนักโดยด่วน
ทั้งนี้ก็เพราะจากการวิจัยพบว่าผู้ที่มีน้ำหนักเกินล้วนมีความเสี่ยงต่อโรคเบาหวานสูงถึง
80% เลยทีเดียว และแน่นอนว่าคุณคงไม่อยากเป็นหนึ่งในบุคคลเหล่านั้น
เพราะฉะนั้น การควบคุมน้ำหนักจึงถือเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด
3. รับแสงแดดอ่อนๆ
ยามเช้าหรือเย็น
เพราะแสงแดดอ่อนๆ
ในยามเช้าและตอนเย็นนั้น จะอุดมไปด้วยวิตามิน D ที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย
ซึ่งวิตามินดีไม่เพียงแต่จะบำรุงผิวพรรณให้ดูเปล่งปลั่งมากขึ้นเท่านั้น
แต่ยังช่วยป้องกันโรคเบาหวานอีกด้วย
เพราะการขาดวิตามินดีจะทำให้มีโอกาสเป็นเบาหวานได้สูง
การเสริมวิตามินดีอย่างเพียงพอ จึงเป็นตัวช่วยที่ดีที่สุด
แต่ทั้งนี้หากออกกำลังกายไปพร้อมๆ กันด้วยก็จะยิ่งดีมาก
4. รับประทานข้าวกล้องแทนข้าวขาว
ข้าวกล้อง
เป็นข้าวที่อุดมไปด้วยวิตามินและสารอาหารต่างๆ มากมาย
อีกทั้งยังไม่ทำให้อ้วนอีกด้วย
และที่สำคัญข้าวกล้องยังช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคเบาหวานได้ดี ดังนั้น
จึงควรรับประทานข้าวกล้องแทนข้าวขาวทั่วไป หรือจะหุงรวมกับข้าวขาวด้วยก็ได้
5. หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์
เครื่องดื่มแอลกอฮอล์จะทำลายตับให้เสื่อมสภาพลงและเสี่ยงต่อภาวะตับแข็ง
ซึ่งเมื่อตับอ่อนเกิดความผิดปกติก็จะทำให้ผลิตอินซูลินได้น้อยลง
ส่งผลให้เกิดการสะสมน้ำตาลในร่างกายและในเส้นเลือดเป็นจำนวนมาก
กระทั่งเสี่ยงเป็นโรคเบาหวานในที่สุด
6. รับประทานอาหารให้ครบ
5 หมู่
การรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่จะทำให้ร่างกายได้รับสารอาหารและวิตามินอย่างเพียงพอ
ส่งผลให้ทุกส่วนในร่างกายมีความแข็งแรงสมบูรณ์มากขึ้น
จึงลดความเสี่ยงเบาหวานได้ดีนั่นเอง แต่ทั้งนี้ควรเน้นเมนูผักผลไม้ให้มากๆ
พร้อมทั้งลดคาร์โบไฮเดตจากแป้งและไขมันให้น้อยลง
เพราะการได้รับไขมันและคาร์โบไฮเดรตมากเกินไป
ก็ทำให้เสี่ยงต่อการเกิดเบาหวานได้เช่นกัน
แนวทางการรักษาโรคเบาหวาน
จริงอยู่ที่โรคเบาหวานเป็นโรคที่ไม่มีวิธีรักษาให้หายขาดได้
แต่เราก็สามารถควบคุมความรุนแรงของโรคให้อยู่ในระดับที่คงที่และบรรเทาเบาลงได้เช่นเดียวกัน
โดยแนวทางในการรักษานั้นจะมีอยู่ 2 วิธีใหญ่ๆ
ซึ่งก็คือการรักษาด้วยยาแพทย์แผนปัจจุบันและการรักษาด้วยธรรมชาติบำบัด
ดังรายละเอียดต่อไปนี้
1. วิธีรักษาโรคเบาหวานตามแนวทางแพทย์แผนปัจจุบัน
การรักษาโรคเบาหวานด้วยวิธีทางแพทย์แผนปัจจุบันนั้น
ในเบื้องต้นแพทย์จะให้ผู้ป่วยรับประทานยาหรือฉีดอินซูลินเข้าสู่กระแสเลือด
ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับอาการ ความรุนแรงของโรคและการวินิจฉัยของแพทย์ด้วย
โดยการรับประทานยาหรือการฉีดอินซูลินนั้นผู้ป่วยจะต้องปฎิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัดต่อเนื่อง
ส่วนใหญ่แล้วผู้ที่มีอาการรุนแรงมากขึ้น ก็เนื่องจากการไม่ปฎิบัติตามแพทย์สั่ง
และไม่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวันใหม่นั่นเอง
2. วิธีรักษาโรคเบาหวานตามแนวทางธรรมชาติบำบัด
การรักษาโรคเบาหวานด้วยธรรมชาติบำบัดนั้นเป็นวิธีแบบค่อยเป็นคอยไป
และเหมาะกับผู้ป่วยเบาหวานในระยะแรก หรือผู้ที่มีอาการไม่รุนแรงมากนัก
โดยวิธีธรรมชาติบำบัดนั้นจะช่วยบรรเทาอาการของผู้ป่วยได้เป็นอย่างมาก
และหากทำควบคู่กับการรับประทานยาหรือการฉีดอินซูลินด้วยแล้วก็จะยิ่งได้ผลดีมากทีเดียว
สำหรับวิธีรักษาก็มีด้วยกันดังต่อไปนี้
·
ควบคุมเมนูอาหาร ผู้ป่วยเบาหวานไม่สามารถรับประทานอาหารได้เหมือนกับคนปกติทั่วไป
ซึ่งจะต้องหลีกเลี่ยงอาหารต้องห้ามและเลือกเสริมด้วยอาหารที่มีประโยชน์
เพื่อป้องกันไม่ให้ร่างกายขาดสารอาหาร รวมทั้งเลือกรับประทานอาหารที่มีส่วนช่วยในการลดระดับน้ำตาลในเลือดด้วย
อย่างเช่น ตำลึง มะระขี้นก และอบเชย เป็นต้น
ซึ่งหากสามารถควบคุมการรับประทานอาหารได้ดังนี้
อาการป่วยเบาหวานก็จะบรรเทาลงอย่างแน่นอน
·
ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ การออกกำลังกาย
ถือเป็นทางเลือกหนึ่งในการรักษาเบาหวานด้วยวิธีธรรมชาติบำบัด
เพราะเบาหวานเกิดจากการมีระดับน้ำตาลในเลือดที่สูงเกินไป
เราจึงต้องรักษาอาการด้วยการลดปริมาณน้ำตาลในเลือดให้ได้
ซึ่งก็สามารถทำได้ด้วยการออกกำลังกาย
เพื่อให้มีการดึงเอาน้ำตาลออกมาใช้เป็นพลังงานมากขึ้นนั่นเอง
·
ทำจิตใจให้ผ่อนคลาย ความกลัว
ความกังวลและความเครียด อาจทำให้ภาวะน้ำตาลในเลือดพุ่งสูงขึ้น ดังนั้น
จึงควรทำจิตใจให้ผ่อนคลายเพื่อรักษาระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในระดับปกติ
นอกจากนี้
การทำใจให้ผ่อนคลายอยู่เสมอยังทำให้เรามีความสุขมากยิ่งขึ้นแม้จะเป็นโรคเบาหวานหรือโรคใดก็ตาม
แต่พื้นฐานจิตใจที่ดีย่อมช่วยยกระดับการมีคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้นได้อย่างง่ายๆ
สมุนไพรรักษาโรคเบาหวาน
นอกจากการรักษาโรคเบาหวานตามวิธีทางการแพทย์และธรรมชาติบำบัดแล้ว
ก็ยังมีอีกวิธีหนึ่งซึ่งคือการรับประทานสมุนไพรที่มีสรรพคุณป้องกันและรักษาอาการของโรคเบาหวานให้ทุเลาลง
โดยมี 5 ชนิด ดังนี้
1. มะระขี้นก
มะระขี้นก
เป็นสมุนไพรที่อุดมไปด้วยสารซาแลนติน มีสรรพคุณช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด
กระตุ้นการผลิตอินซูลินของตับอ่อนจึงสามารถช่วยบรรเทาอาการของผู้ป่วยเบาหวานได้อย่างดีเยี่ยม
นอกจากนี้ มะระขี้นกยังไปเปี่ยมไปด้วยคุณประโยชน์ต่อร่างกายอีกมากมาย
ไม่ว่าจะเป็นการป้องกันโรคต้อกระจก ชะลอความเสื่อมของไต
ซึ่งก็เรียกได้ว่าเป็นสมุนไพรที่มากไปด้วยประโยชน์อย่างแท้จริง
2. อบเชย
สมุนไพรที่สามารถลดระดับน้ำตาลในเลือดได้อย่างดีเยี่ยม
แถมยังรับประทานง่าย เพียงแค่นำอบเชยมาโรยลงบนอาหาร
ก็สามารถรับประทานเพื่อบรรเทาอาการของโรคเบาหวานลงได้แล้ว
ที่สำคัญอบเชยยังสามารถรักษาได้ทั้งเบาหวานประเภทที่ 1 และประเภทที่
2 เพียงแต่ต้องหมั่นรับประทานอย่างต่อเนื่องเป็นประจำ
3. ตำลึง
สมุนไพรหาง่ายที่มักจะพบตามข้างรั้วบ้าน
หรือขึ้นเป็นเถาพันต้นไม้อื่นๆ ซึ่งนอกจากจะมีรสชาติอร่อย รับประทานง่ายแล้ว
ตำลึงยังมีส่วนช่วยในการลดระดับน้ำตาลในเลือดอีกด้วย
แนะนำสำหรับผู้ที่ป่วยเป็นโรคเบาหวาน ควรรับประทานตำลึงวันละ 50 กรัม
และเมื่อรับประทานติดต่อกันเป็นเวลานาน คุณจะพบว่าระดับน้ำตาลในเลือดลดลง
อีกทั้งยังอาจกลับมาอยู่ในระดับปกติได้อีกด้วย
4. ชาเขียว
หลายคนอาจจะมองว่าชาเขียวไม่มีประโยชน์ในด้านการรักษาเบาหวาน
แต่ความเป็นจริงแล้ว ชาเขียวก็สามารถดื่มเพื่อบรรเทาโรคเบาหวานได้ดีเช่นกัน
โดยชาเขียวนั้นจะช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดและค่อยๆ ลดลงจนปกติ
อีกทั้งยังช่วยกระตุ้นการทำงานของอินซูลินได้ดี แต่ทั้งนี้
ควรเลือกดื่มเฉพาะชาเขียวแท้ที่ไม่มีความหวานสูงจะดีที่สุด
5. กระเทียม
กระเทียมเป็นสมุนไพรในครัวเรือนที่หลายคนอาจยังไม่รู้
ว่าสามารถช่วยรักษาโรคเบาหวานได้เช่นกัน
โดยกระเทียมนั้นมีสารอัลซิลีนที่มีสรรพคุณในการลดความดันโลหิต
ช่วยลดไขมันในเลือดและลดระดับน้ำตาลในเลือด สำหรับผู้ป่วยเบาหวาน
แต่แนะนำว่าควรรับประทานแบบสดๆ เพราะอุดมไปด้วยคุณประโยชน์และมีประสิทธิภาพในการรักษาเบาหวานได้สูงกว่าการรับประทานแบบสุกนั่นเอง
เพราะโรคเบาหวาน เป็นโรคเรื้อรัง
ปัจจุบันยังไม่มีทางรักษาให้หายขาดได้
การป้องกันตั้งแต่เนิ่นๆ
จึงเป็นวิธีที่ดีที่สุด และที่สำคัญควรหมั่นตรวจระดับน้ำตาลอยู่เสมอ
โดยเฉพาะการตรวจสุขภาพประจำปี เพราะการตรวจพบเบาหวานเร็วขึ้นเท่าไหร่
ก็ยิ่งจะมีโอกาสควบคุมดูแลไม่ให้อาการของโรคหนักขึ้น
หรือสามารถป้องกันการเกิดภาวะแทรกซ้อนจนอันตรายถึงแก่ชีวิตได้
สำหรับผู้ที่กำลังประสบกับโรคนี้อยู่ก็ไม่ควรกังวลจนเกินไป
ควรทำใจให้สบาย รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ร่วมกับผักสมุนไพร
และปฎิบัติตามคำสั่งแพทย์อย่างเคร่งครัด เพียงเท่านี้ก็จะช่วยให้คุณสุขภาพแข็งแรง
มีคุณภาพชีวิตที่ดีและยืดอายุไขให้ยืนยาวได้แล้วเช่นกัน
การดูแลตัวเอง เมื่อเป็นโรคเบาหวาน
อย่างที่เรารู้กันดีว่า
คนที่ป่วยเป็นโรคเบาหวานนั้นต้องมีการดูแลตัวเองเป็นพิเศษ
เพื่อไม่ให้เกิดโรคแทรกซ้อนอย่างอื่นขึ้นมาอีก
ซึ่งวิธีการดูแลตัวเองของผู้ป่วยโรคเบาหวาน มีดังนี้
·
เน้นรับประทานอาหารจำพวกผัก หรือผลไม้ให้มากขึ้น
โดยเฉพาะอย่างยิ่งผัก เพราะจะช่วยในเรื่องของการขับถ่ายได้เป็นอย่างดี
·
หากผู้ป่วยเป็นคนที่มีน้ำหนักเกิน หรือมีภาวะโรคอ้วนร่วมด้วย
แนะนำว่าให้ลดปริมาณอาหารลงเหลือเพียงครึ่งเดียวของที่เคยกินในแต่ละมื้อ
เพื่อช่วยในการควบคุมน้ำตาล
·
อย่าอดอาหาร เพราะการอดอาหาร
หรือทานอาหารน้อยเกินไป จะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดไม่คงที่
และวัดระดับน้ำตาลได้ยากมากขึ้น
·
ระวังอย่าให้เป็นแผล เพราะคนเป็นโรคเบาหวานมักจะแผลหายช้า
และอาจจะก่อให้เกิดการติดเชื้อจนต้องตัดอวัยวะที่เป็นแผลทิ้ง
เพื่อรักษาอาการในส่วนอื่น
อาหารที่ผู้ป่วยเบาหวานทานได้
เพราะโรคเบาหวานเป็นโรคที่ไม่มีทางรักษาให้หายขาด
แต่สามารถลดความรุนแรงด้วยการเลือกทานอาหารให้เหมาะกับโรค
ผู้ป่วยเบาหวานจำเป็นต้องควบคุมอาหาร เพื่อลดระดับน้ำตาลในเลือด
ลดปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนของโรคอื่นๆ
โดยเป้าหมายหลักคือการรับประทานอาหารหลากหลายชนิด ได้สารอาหารครบถ้วน
แต่ลดอาหารที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเป็นน้ำตาล
อาหารจำพวกคาร์โบไฮเดรต ควรได้รับเช่นเดียวกับคนทั่วไป
ไม่ควรงดหรือจำกัดมากเกินไป
โดยคาร์โบไฮเดรตที่ผู้เป็นเหาหวานได้รับควรเป็นคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน เช่น ธัญพืช
ขนมปังโฮลสีต และถั่วเมล็ดแห้ง
อาหารจำพวกผัก ควรรับประทานมากกว่าคนทั่วไป
โดยเฉพาะผักใบเขียวที่มีกากใยอาหารสูง เพราะว่าใยอาหารจะช่วยลดการดูดซึมน้ำตาลในร่างกายได้ดี
ส่งผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดลดลง
ดังนั้นผู้ที่เป็นโรคเบาหวานจึงควรับประทานผักให้มาก ทั้งผักสุกและผักสด
อาหารจำพวกเนื้อสัตว์(ไม่ติดมัน) หากเป็นไปได้ให้ทานแต่น้อย
แต่ควรทานทุกมื้อ โดยอาจเปลี่ยนจากเนื้อสัตว์มาเป็นเนื้อปลาและเต้าหู้แทน
อาหารประเภทไขมัน การเลือกใช้น้ำมันในการประกอบอาหารเป็นส่วนสำคัญ
ผู้ป่วยเป็นเบาหวานควรใช้น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันรำ น้ำมันถั่วลิสง
รวมไปถึงน้ำมันปลามในการประกอบอาหาร
และควรงดการใช้น้ำมันหมูและน้ำมันมะพร้าวเนื่องจากมีกรดไขมันอิ่มตัวสะสมอยู่มาก
การทานอาหารที่ได้น้ำมันก็ควรเลี่ยงโดยเฉพาะ อาหารทอด และอาหารที่เป็นกะทิ
รวมไปถึงขนมปังที่ใช้เนยหรือมาการีนในการผลิตก็ควรงด
อันตรายที่อาจเกิดขึ้นจากโรคเบาหวานในช่วงตั้งครรภ์
โรคเบาหวานจัดได้ว่าเป็นโรคที่มีอันตรายต่อทั้งตัวแม่และลูกในครรภ์เป็นอย่างมาก เมื่อมีระดับน้ำตาลในเลือดสูง
จะทำให้เกิดภาวะเสี่ยงต่อภาวะครรภ์เป็นพิษ มีความดันโลหิตสูงกว่าปกติ
ส่งผลให้เกิดการติดเชื้อได้ง่าย พบได้บ่อยในการติดเชื้อของทางเดินปัสสาวะ
เกิดความเสื่อมสภาพของระบบหลอดเลือด ผนังหลอดเลือดบาง โดยเฉพาะบริเวณปลายประสาท ตา
และไต
ความเสี่ยงที่จะเกิดกับลูกน้อยในครรภ์ หากคุณแม่มีระดับน้ำตาลในเลือดสูง
จะทำให้การเจริญเติบโตของเด็กผิดปกติ
อาจพบว่ามีร่างกายใหญ่จนเป็นอุปสรรคต่อการคลอด มีภาวะแท้งคุกคาม
ทำให้ต้องคลอดก่อนกำหนด บางรายรุนแรงถึงขั้นที่เด็กเสียชีวิตตั้งแต่ในครรภ์
การดูแลตัวเองของคุณแม่ทั้งผู้ที่มีความเสี่ยงและที่มีโรคนี้อยู่
จะต้องมีวินัยในการดูแลตัวเองอย่างเคร่งครัดตามคำแนะนำของแพทย์
ควบคุมระดับน้ำตาลให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ ควบคุมการกินอาหาร ลดแป้งและน้ำตาล
เน้นผักและผลไม้
เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำตาลสูงจนไปทำร้ายทั้งตัวคุณแม่และลูกน้อยในครรภ์
นี่เป็นเพียงข้อมูลที่ควรรู้
และข้อปฏิบัติเกี่ยวกับโรคเบาหวานที่หลายคน อาจจะมองข้ามไป
ซึ่งอาจจะก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพได้ และอีกอย่างหนึ่งที่ทุกคนควรจำไว้คือ
การเป็นโรคเบาหวานอาจจะทำให้ถึงตายได้ หากไม่ควบคุมดูแลตัวเองแต่เนิ่นๆ
เพราะอาการของโรคเบาหวานสามารถที่จะพัฒนาตัวเองไปสู่โรคร้ายอื่นๆได้อย่างมากมาย
คำถามจากผู้ป่วยท่านอื่นเกี่ยวกับโรคเบาหวาน
จะรู้ได้ไงว่าเป็นเบาหวาน?
คำตอบ: สังเกตุตัวเองเบื้องต้น
มีอาการหิวน้ำบ่อยๆ ปัสสาวะบ่อย มีมดขึ้นปัสสาวะ
มีน้ำหนักลดอ่อนเพลียง่ายร่วมกับมีประวัติคนในครับครัวเป็นเบาหวานก็จะมีโอกาสมากขึ้นไปอีกครับ
แต่แนะนำเลยคือการไปปรึกษาแพทย์ขอตรวจเช็คเลือดน้ำตาลเบาหวานครับ - ตอบโดย ชยากร
พงษ์พยัคเลิศ (นพ.)
คำตอบ 2: ให้ชัวร์เลยคือการตรวจเลือดค่ะ...จากการตรวจสุขภาพประจำปี
หรือ
การเจาะเลือดปลายนิ้ว(อสม.ใกล้บ้านทำให้ได้..หรือจะหาซื้อตัวเจาะมาทำเองก็ได้ค่ะ)
แต่ทั้งนี้ก็ควรสังเกตุอาการผิดปกติด้วย เช่น ปัสสาวะบ่อยทีละมากๆ หิวน้ำบ่อย
น้ำหนักตัวลดแบบผิดปกติ สายตาพร่ามัว บาดแผลหายช้ากว่าปกติ
รู้สึกอ่อนเพลียหมดเรี่ยวแรง - ตอบโดย Sirintip
Phomnoi ( Clinical Psychologist)
แม่ตั้งครรภ์ เป็นเบาหวาน
ต้องทำไงค่ะ
คำตอบ: ควบคุมระดับน้ำตาลให้อยู่ในเกณฑ์ปกติครับ
ในแต่ละมื้อ เพื่อไม่ให้เกิดผลเสียต่อการตั้งครรภ์ ควรรับการตรวจฝากครรภ์ตามนัดอย่างเคร่งครัด
และนับลูกดิ้นสม่ำเสมอ - ตอบโดย Rattapon
Amampai (Dr.)
ตอนนี้เราเริ่มทานยาเกี่ยวกับเบาหวานหมอนัดเราไม่ได้ไปและไม่ได้ทานยาแล้วจะเปนอะไรหรือป่าวคะ
คำตอบ: โรคเบาหวานในระยะสั้น
หากระดับน้ำตาลไม่สูงมากจะค่อยๆทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนโดยตรงต่อระบบหัวใจและหลอดเลือด
โดยไม่มีอาการใดๆ หากน้ำตาลสูงจะมีอาการปัสสาวะบ่อย น้ำหนักลด อ่อนเพลีย
เวียนศีรษะได้
คนไข้จำนวนมากเมื่อไม่เข้าใจว่าโรคเหล่านี้สามารถส่งผลกับหลอดเลือดทั่วร่างกายทั้งเล็กและใหญ่
การรับประทานยาต่อเนื่องเองโดยไม่ปรึกษาแพทย์ ไม่ได้ตรวจเลือดและปัสสาวะ
รวมถึงเอ๊กซเรย์และคลื่นไฟฟ้าหัวใจ
อาจจะทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนสะสมเมื่อพบก็ไม่สามารถแก้ไขได้ทัน
ภาวะแทรกซ้อนโรคเบาหวานได้แก่ โรคหลอดเลือดสมองอุดตัน (อัมพฤกต์ อัมพาต), โรคเส้นเลือดหัวใจอุดตัน/ตีบ, โรคเบาหวานขึ้นตา
(เส้นเลือดในจอประสาทตาอุดตันหรือตีบและอาจเกิดการสร้างใหม่มากๆจนเลือดออก), โรคเบาหวานลงไต
ทำให้เส้นเลือดในไตตีบ หน่วยการกรองของไตหนาตัว ไตเสื่อม ในที่สุดอาจต้องล้างไต, เส้นเลือดที่เลี้ยงเส้นประสาทปลายมือเท้าตีบ
ทำให้ชามือชาเท้า ดังนั้นแนะนำว่าการดูแลโรคเบาหวานที่ดีที่สุดคือการปรับพฤติกรรมเป็นหลักเลี่ยงเครื่องดื่มรสหวาน
ผลไม้หวาน กับข้าวใส่น้ำตาล ขนมทุกชนิด หากควบคุมไม่ได้ควรทานยา
หรือฉีดยาตามวิจารณญาณและแนวทางปฏิบัติของแพทย์ เพื่อชะลอหรือหยุดภาวะแทรกซ้อนค่ะ
- ตอบโดย เพชรรัตน์ แซ่ว่อง (พญ.)
ทำไมผู้ที่ทานยาเบาหวานไปนานๆผลสุดท้ายต้องล้างไต
คำตอบ: การที่ผู้ป่วยเบาหวานที่รักษามาเป็นระยะเวลานานๆแล้วสุดท้ายอาจจบด้วยการล้างไต
สาเหตุที่แท้จริงไม่ได้เกิดจากการที่ผู้ป่วยรับประทานยาเยอะ แต่ไตวายสามารถเกิดไดทั้งจากโรคเบาหวานเองโดยตรง
และจากภาวะอื่นที่พบในโรคเบาหวาน เชน ภาวะความดันโลหิตสูงและภาวะติดเชื้อของระบบทางเดินปสสาวะ เป็นต้น
การที่ไตวายจากเบาหวานเกิดจากการที่ควบคุมปริมาณน้ำตาลในเลือดไม่ดี
เปนผลทําใหมีการเปลี่ยนแปลงของการไหลเวียนเลือดที่ไต
และยังทําใหมีการเปลี่ยนแปลงที่เนื้อไตโดยตรงทําใหเกิดพยาธิสภาพที่ไต
ซึ่งนาไปสู่การมีโปรตีนในปสสาวะและภาวะไตวายที่สุด โดยภาวะแทรกซอนทางไตมิไดเกิดกับผูปวยที่เปนโรคเบาหวานทุกคน
พบประมาณรอยละ 10-20 เทานั้น
โดยผูที่มีแนวโนมจะเกิดภาวะแทรกซอนทางไต ได้แก่ 1. ผูที่เปนโรคเบาหวานเกิน 10 ปและควบคุมระดับน้ําตาลในเลือดไดไมดี
2. มีประวัติโรคความดันโลหิตสูงในครอบครัว 3. มีพี่นองเปนโรคไตจากโรคเบาหวาน
4. มีความดันโลหิตสูงขึ้นกวาเดิมหรือมีภาวะความดันโลหิตสูง
- ตอบโดย Witchuda Onmee (พญ.)
เห็ดหลินจือลดอาการเบาหวานได้จริงไหมครับ
คำตอบ: ยังไม่มีงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์การแพทย์
ยืนยันว่า เห็ดหลินจือ ลดอาการเบาหวานได้ครับ - ตอบโดย Dr.Chaiwat J.(หมอเปี๊ยก)
ถ้าเป็นโรคเบาหวานห้ามมีบาดแผลตามตัวใช่ไหมคะคำถามนี้ได้การตอบจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
คำตอบ: ผู้ป่วยเบาหวานต้องพยายามไม่ให้เกิดบาดแผลขึ้น
เนื่องจากการรักษาแผลในผู้ป่วยเบาหวานจะทำให้หายได้ช้ากว่าคนปกติ
เมื่อรักษาหายช้าก็จะมีโอกาสติดเชื้อได้สูงค่ะ - ตอบโดย Sirintip Phomnoi ( Clinical Psychologist)
ถ้าคุณแม่มีภาวะเป็นเบาหวาน
ลูกในท้องจะเป็นเบาหวานไหม
คำตอบ: กรณีเป็นเบาหวานก่อนตั้งครรภ์
อาจเพิ่มความเสี่ยงที่ลูกจะเป็นเบาหวานได้ในอนาคตครับ - ตอบโดย กิตติศัพท์
สินน้อย (นพ.)
แม่อ้วนและเป็นโรคเบาหวานทันความดันแต่มีความเชื่อที่ผิดๆๆอยากให้แม่หายและมีความเชื่อแบบใหม่ๆๆแต่ไม่เคยชนะความคิดของแม่เลย...อยากให้แม่ใช้ชีวิตแบบมีความสุขจะทำยังไงดี
คำตอบ: แม่ไม่เชื่อความคิดหรือคำพูดของลูกได้ง่ายๆค่ะ
นั่นอาจเป็นเพราะแม่อาจมีอีโก้สูง คิดว่าตนมีประสบการณ์มากกว่า
อยากเอาชนะความคิดของลูกและคิดว่าขณะนี้ยังไม่มีอาการป่วยที่รุนแรง
เลยไม่เชื่อและยังคงใช้ชีวิตตามปกติที่ตนเคยชิน
ดังนั้นเวลาที่คุณแม่ไปพบแพทย์ตามนัดควรให้คุณหมอพูดคุยกับคุณแม่ถึงผลดีของการปรับพฤติกรรมที่ไม่เสี่ยงต่อการเกิดโรคร้ายแรงและข้อดีของการทานยาสม่ำเสมอ
พูดให้ฟังหลายๆรอบ ค่อยๆกระตุ้นทีละนิดโดยไม่ต้องบังคับให้เปลี่ยนทันที
เมื่อถูกกระตุ้นทุกๆวันท่านจะค่อยๆปรับพฤติกรรม
อาจจะด้วยเหตุผลเพราะท่านอาจรู้สึกรำคาญ หรืออยากพิสูจน์ด้วยตัวเอง
และในที่สุดสามารถตระหนักในเรื่องการดูแลสุขภาพได้และจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมได้อย่างถาวรค่ะ
- ตอบโดย Sirintip Phomnoi ( Clinical
Psychologist)
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น